แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติในระบบสุริยะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติในระบบสุริยะ แสดงบทความทั้งหมด

นาซ่าพบการลุกจ้าระดับ X100,000 บนดาวฤกษ์ DG CVn

       องค์การนาซ่า (NASA) พบการลุกจ้าอย่างรุนแรง (superflare) บนดาวฤกษ์ที่เป็นสมาชิกหนึ่งในระบบดาวคู่แบบใกล้ชิด (close binary system) ที่เรารู้จักกันในชื่อ DG Canum Venaticorum (DG CVn) โดยเป็นดาวฤกษ์ประเภทดาวแคระแดง (red dwarf star) ดาวคู่ทั้งสองดวง มีมวลและขนาดเพียง 1 ใน 3 ของดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากโลกเราในระยะทางประมาณ 60 ปีแสง ตรวจพบได้โดยดาวเทียม Swift ขององค์การนาซ่า
ภาพที่ 1 แสดงภาพการลุกจ้าอย่างรุนแรง (superflare) บนดาว DG CVn
Credit: NASA's Goddard Space Flight Center/S. Wiessinger
   การลุกจ้าอย่างรุนแรงนี้มีมากถึง 10,000 ครั้ง และจากจำนวนการลุกจ้าทั้งหมดมี 12 ครั้ง ได้ปลดปล่อยออกจากบริเวณใจกลางของดาวฤกษ์ และมีอุณหภูมิขณะการลุกจ้าถึง 200 ล้านองศาเซลเซียส 
        จากข้อมูลที่ได้โดยดาวเทียม SWift นักดาราศาสตร์สามารถวัดการลุกจ้าอย่างรุนแรง (“superflare") เทียบได้เท่ากับระยะทางเฉลี่ยของวงโคจรของโลกเลยทีเดียว
เรียบเรียงโดย : นายบุญญฤทธิ์ ชุนหกิจ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

นาซาเผยภาพดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ จากมุมมองของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ (SDO)

     จากมุมมองของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ แสดงให้เห็นขอบของดวงจันทร์ที่คมชัดมาก รวมถึงสามารถเห็นภูเขาบนดวงจันทร์ได้ เป็นเช่นนี้้เนื่องจากดวงจันทร์นั้นมีชั้นบรรยากาศที่บางมากๆ แสงจากดวงอาทิตย์ที่เดินทางไปตกกระทบพื้นผิวดวงจันทร์นั้นเกิดการหักเหน้อยมากๆ รวมถึงตำแหน่งการสังเกตการณ์ในที่นี้เป็นมุมมองจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ ซึ่งโคจรอยู่เหนือพื้นผิวโลกประมาณ 35,880 กิโลเมตร แตกต่างจากการสังเกตการณ์บนพื้นโลกที่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบจากชั้นบรรยากาศของโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาพดวงจันทร์ที่ได้มีความคมชัดน้อยกว่า


 ภาพถ่ายดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ในช่วงความยาวคลื่น 171 อังสตรอม ดังภาพ
 ภาพถ่ายดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 ในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ ดังภาพ
 ภาพถ่ายดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 ในช่วงความยาวคลื่น 304 อังสตรอม (ขวา) 171 อังสตรอม (กลาง) และ ภาพที่ได้จากการรวมภาพทั้งสองความยาวคลื่นด้วยกัน (ซ้าย)
ภาพถ่ายดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 ในช่วงความยาวคลื่น 304 อังสตรอม
เรียบเรียงโดย : ธีรยุทธ์  ลอยลิบ
เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ภาพดวงอาทิตย์จากกล้องโทรทรรศน์นิวสตาร์

     กล้องโทรทรรศน์อวกาศนิวสตาร์ (NUSTAR : Nuclear Spectroscopic Telescope Array) ขององค์การนาซา ถูกส่งขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ในช่วงความยาวคลื่นรังสีเอ็กซ์  และช่วงอัลตราไวโอเลตที่ได้จากการบันทึกภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศนิวสตาร์ (NUSTAR : Nuclear Spectroscopic Telescope Array)เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา และกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ (SDO: Solar Dynamic Observatory) ภาพจาก: NASA/JPL-Caltech/GSFC

     จากภาพจะสังเกตุเห็นชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์มีลักษณะสีสันที่สวยงาม โดยบริเวณที่เป็นสีแดงอิฐนั้นคือชุดภาพถ่ายที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ ถูกบันทึกภาพในช่วงความยาวคลื่นอัลตราไวโอเลต (171 อังสตรอม) แสดงให้เห็นองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ที่มีอุณภูมิต่ำกว่า 1,000,000 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณที่เป็นสีเขียวและสีฟ้าเป็นข้อมูลภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศนิวสตาร์ที่ถูกบันทึกในช่วงรังสีเอ็กซ์ บริเวณที่เป็นสีเขียวนั้นจะมีพลังงานอยู่ในช่วง 2 - 3 กิโลอิเล็กตรอนโวลต์ ส่วนบริเวณสีฟ้าจะมีพลังงานอยู่ในช่วง 3 - 5 กิโลอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งเป็นรังสีเอ็กซ์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากบริเวณบ่วงโคโรนา (Coronal loops) ที่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 3,000,000 องศาเซลเซียส

เรียบเรียงโดย : ธีรยุทธ์  ลอยลิบ
เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดาวเคราะห์โบราณ : แสงริบหรี่ของแหล่งอาระธรรมนอกโลก

ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก
นักวิทยาศาสตร์แบ่งการมีอยู่ของชีวิตออกเป็นหลายระดับ โดยเริ่มจาก  
1.มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น  
2.สิ่งมีชีวิตนั้นวิวัฒนาการจนมีร่างกายที่ซับซ้อนพอจะเกิดสติปัญญา  
3.สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญานั้นสามารถสร้างอารยะธรรมและเทคโนโลยีได้

 สาเหตุที่แบ่งออกเป็นสามช่วงก็เพราะทั้งสามช่วงนั้นมีความแตกต่างกันและส่งผลต่อวิธีคิดในการค้นหา
กล่าวโดยสรุปคืออารยะธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากที่สุดเพราะอย่างน้อยๆสิ่งมีชีวิตต้องวิวัฒนาการจนเกิดสติปัญญาก่อน แล้วจึงวิวัฒนาการต่อเนื่องจนสร้างอารยะธรรมได้
        ล่าสุดในเดือนมกราคม 2558 
        นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 5 ดวงที่โคจรรอบดาวฤกษ์ โดยดาวฤกษ์ดังกล่าวมีชื่อว่า HIP 94931 ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวพิณ
ขนาดของดาวเคราะห์ทั้ง 5 ดวงเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

หากมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาบนดาวเคราะห์เหล่านั้น ก็เป็นไปได้ที่พวกมันจะวิวัฒนาการจนเกิดอารยะธรรมแล้ว 
นี่เป็นหลักฐานที่ส่องให้เห็นถึงความเป็นไปได้อันริบหรี่ที่ในอนาคต
เราอาจได้พบเพื่อนร่วมเอกภพของเราก็เป็นได้!

เรียบเรียงโดย : อาจวรงค์ จันทมาศ
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/1686-hip-94931

รวมช๊อตเด็ดตลอด 5 ปีที่ผ่านมากับการสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ (SDO)

       ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ใช้ข้อมูลและตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิทยาศาสตร์ได้มากกว่า 2,000 ฉบับ และจากวีดีโอจะสังเกตเห็นว่าดวงอาทิตย์จะมีสีสรรค์ที่หลากหลายเป็นเช่นนี้เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์เอสดีโอนั้นมีกล้องถ่ายภาพที่สามารถเก็บข้อมูลของดวงอาทิตย์มาในหลายช่วงความยาวคลื่น ภาพดวงอาทิตย์แต่ละสีจะบ่งบอกถึงค่าความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน นักดาราศาสตร์มีความจำเป็นจะต้องศึกษาดวงอาทิตย์ในหลายช่วงความยาวคลื่น เพราะชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ในแต่ละชั้นนั้นจะปลดปล่อยพลังงานในช่วงความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน ดังภาพ

                      ภาพโดย : NASA/SDO/Goddard Space Flight Center
        ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ที่ช่วงความยาวคลื่น 4500 อังสตรอม (ช่วงคลื่นที่ตามองเห็น (Visible light)) จะแสดงรายละเอียดของพื้นผิวดวงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศชั้นแรกของดวงอาทิตย์ที่มีชื่อว่า โฟโตสเฟียร์ (Photosphere)  ในช่วงความยาวคลื่นนี้เราจะสามารถเห็นรายละเอียดและปริมาณจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot)

เรียบเรียงโดย : ธีรยุทธ์  ลอยลิบ

สำนักบริกาวิชาการฯ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/1687-5-years-sdo

ภาพดวงอาทิตย์ที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ

     เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา องค์การนาซาได้เปิดเผยข้อมูลการลุกจ้า (Solar flare ) ของดวงอาทิตย์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเวลาประมาณ 18:00  น. ตามเวลาของประเทศไทย กล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ (Solar Dynamics Observatory : SDO) สามารถบันทึกภาพและวัดระดับความรุนแรงของการลุกจ้าดังกล่าวได้ โดยความรุนแรงของการลุกจ้าในครั้งนี้ถูกจัดระดับความรุนแรงอยู่ที่ระดับ X 2.7   นักดาราศาสตร์ยืนยันจะไม่ส่งผลโดยตรงกับสิ่งมีชีวิต ดังภาพ

                 ภาพเหตุการณ์ลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ เมื่อนวันที่  5 พฤษภาคม ที่ผ่านมาถูกบันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอสดีโอ (SDO) ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหลายช่วงความยาวคลื่น ได้แก่ ช่วงความยาวคลื่นที่ตามนุษย์มองเห็น (Visible ligth) , 171 อังสตรอม, 304 อังสตรอม, 193 อังสตรอม, และ 131 อังสตรอม  (เรียงจากซ้ายไปขวา)  ทำนักวิทยาศาสตร์ต้องการนำภาพมาเปรียบเทียบกันและวิเคราะห์หาว่ามีวัสดุอะไรออกมาจากลุกจ้าในครั้งนี้บ้าง

                                                      ภาพโดย : NASA/SDO/Wiessinger
เรียบเรียงโดย : ธีรยุทธ์  ลอยลิบ
สำนักบริกาวิชาการฯ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/1747-solar-flare-nasa

Eclipse of the sun(สุริยุปราคา)

สุริยุปราคา หรือ สุริยคราส เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาเรียงอยู่ในแนวเดียวกันโดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ดวงจันทร์มีดิถีตรงกับจันทร์ดับ เมื่อสังเกตจากพื้นโลกจะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ โดยอาจบังมิดหมดทั้งดวงหรือบางส่วนก็ได้ ในแต่ละปีสามารถเกิดสุริยุปราคาบนโลกได้อย่างน้อย 2 ครั้ง สูงสุดไม่เกิน 5 ครั้ง ในจำนวนนี้อาจไม่มีสุริยุปราคาเต็มดวงเลยแม้แต่ครั้งเดียว หรืออย่างมากไม่เกิน 2 ครั้ง โอกาสที่จะได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงสำหรับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งบนพื้นโลกนั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากสุริยุปราคาเต็มดวงแต่ละครั้งจะเกิดในบริเวณแคบ ๆ ภายในแถบที่เงามืดของดวงจันทร์พาดผ่านเท่านั้น
สุริยุปราคาเต็มดวงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงาม น่าตื่นเต้น และสร้างความประทับใจแก่คนที่ได้ชม ผู้คนจำนวนมากต่างพากันเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกลเพื่อคอยเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์นี้ สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อ พ.ศ. 2542 ที่เห็นได้ในทวีปยุโรป ทำให้สาธารณชนหันมาสนใจสุริยุปราคาเพิ่มขึ้นมาก สังเกตได้จากจำนวนประชาชนที่เดินทางไปเฝ้าสังเกตสุริยุปราคาวงแหวนใน พ.ศ. 2548 และสุริยุปราคาเต็มดวงใน พ.ศ. 2549 สุริยุปราคาครั้งที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือสุริยุปราคาวงแหวนเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552 และสุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
อ้างอิง

Comet(ดาวหาง)

ดาวหาง คือ วัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีส่วนที่ระเหิดเป็นแก๊สเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและแก๊สที่ฝ้ามัวล้อมรอบ และทอดเหยียดออกไปภายนอกจนดูเหมือนหาง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์จากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ไปบนนิวเคลียสของดาวหาง นิวเคลียสหรือใจกลางดาวหางเป็น "ก้อนหิมะสกปรก" ประกอบด้วยน้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับหินแข็งปะปนอยู่ด้วยกัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงหลายสิบกิโลเมตร
คาบการโคจรของดาวหางมีความยาวนานแตกต่างกันได้หลายแบบ ตั้งแต่คาบโคจรเพียงไม่กี่ปี คาบโคจร 50-100 ปี จนถึงหลายร้อยหรือหลายพันปี เชื่อว่าดาวหางบางดวงเคยผ่านเข้ามาในใจกลางระบบสุริยะเพียงครั้งเดียว แล้วเหวี่ยงตัวเองออกไปสู่อวกาศระหว่างดาว ดาวหางที่มีคาบการโคจรสั้นนั้นเชื่อว่าแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในแถบไคเปอร์ที่อยู่เลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป ส่วนดาวหางที่มีคาบการโคจรยาวอาจมาจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไกลจากดวงอาทิตย์ของเรามาก เช่นในกลุ่มเมฆออร์ตซึ่งประกอบด้วยเศษซากที่หลงเหลืออยู่จากการบีบอัดตัวของเนบิวลา ดาวหางเหล่านี้ได้รับแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดาวเคราะห์รอบนอก (กรณีของวัตถุในแถบไคเปอร์) จากดวงดาวอื่นใกล้เคียง (กรณีของวัตถุในกลุ่มเมฆออร์ต) หรือจากการชนกัน ทำให้มันเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์น้อยมีกำเนิดจากกระบวนการที่ต่างไปจากนี้ อย่างไรก็ดี ดาวหางที่มีอายุเก่าแก่มากจนกระทั่งส่วนที่สามารถระเหิดเป็นแก๊สได้สูญสลายไปจนหมดก็อาจมีสภาพคล้ายคลึงกับดาวเคราะห์น้อยก็ได้ เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกหลายดวงเคยเป็นดาวหางมาก่อน
นับถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 มีรายงานการค้นพบดาวหางแล้ว 3,648 ดวง ในจำนวนนี้หลายร้อยดวงเป็นดาวหางคาบสั้น การค้นพบยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนที่ค้นพบแล้วเป็นแค่เศษเสี้ยวเพียงเล็กน้อยของจำนวนดาวหางทั้งหมดเท่านั้น วัตถุอวกาศที่มีลักษณะคล้ายกับดาวหางในระบบสุริยะรอบนอกอาจมีจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านล้านชิ้น ดาวหางที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามีปรากฏโดยเฉลี่ยอย่างน้อยปีละหนึ่งดวง ในจำนวนนี้หลายดวงมองเห็นได้เพียงจาง ๆ เท่านั้น
ดาวหางที่สว่างมากจนสามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้โดยง่ายมักเรียกว่าดาวหางใหญ่ (อังกฤษ: great comet) นอกจากนี้ยังมีดาวหางประเภทเฉียดดวงอาทิตย์ ซึ่งมักจะแตกสลายเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากๆ อันเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล เป็นที่มาของฝนดาวตกต่างๆ และดาวหางอีกจำนวนนับพันดวงที่มีวงโคจรไม่เสถียร
อ้างอิง

Meteor Shower(ฝนดาวตก)

ฝนดาวตก คือดาวตกหลายดวงที่เหมือนพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันในท้องฟ้าในช่วงเวลาเดียวกันของปี ซึ่งเกิดจากเศษชิ้นส่วนในอวกาศที่พุ่งเข้ามาในบรรยากาศโลกด้วยอัตราเร็วสูง แต่ละคราวที่ดาวหางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ จะมีเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กของดาวหางถูกสลัดทิ้งไว้ตามทางโคจร เรียกว่า "ธารสะเก็ดดาว" หากวงโคจรของโลกและของดาวหางซ้อนทับกัน โลกจะเคลื่อนที่ผ่านธารสะเก็ดดาวในช่วงวันเดียวกันของแต่ละปี ทำให้เกิดฝนดาวตก
การที่สะเก็ดดาวในธารเดียวกัน เคลื่อนที่ขนานกันและมีอัตราเร็วเท่ากัน ดาวตกที่เราเห็นจึงดูเหมือนพุ่งออกมาจากจุดเดียวกันในท้องฟ้า ซึ่งเป็นผลจากทัศนมิติ (perspective) เปรียบเหมือนกับที่เราเห็นรางรถไฟไปบรรจบกันที่ขอบฟ้า เมื่อยืนดูจากกลางราง
อ้างอิง