แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาวเคราะห์ทั้ง 9 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาวเคราะห์ทั้ง 9 แสดงบทความทั้งหมด

ลักษณะเด่นดาวเคราะห์ทั้ง 9

    ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์นั้นมีลักษณะรูปร่าง องค์ประกอบ และขนาดที่ผิดแผกแตกต่างกันไป ตั้งแต่ดาวเคราะห์ขนาดเล็กไปจนกระทั่งดาวก๊าซขนาดมหึม นอกจากนั้นแล้วดาวเคราะห์ครอบครัวของดวงอาทิตย์เหล่านี้บางดวงยังมีลักษณะบางอย่างเด่นมากๆที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นไม่มีอีกด้วย

  •  ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวงอันดับ 10 อุณภูมิสูงที่สุด
     ดาวศุกร์ แม้ว่าดาวศุกร์จะเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สองต่อจาก ดาวพุธก็ตาม ทว่า บรรยากาศที่หนาแน่นและก๊าซพิษซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนก๊าซเรือนกระจกเช่น เดี่ยวกับก๊าซที่เกิดขึ้นในบรรยากาศของโลกดักจับความร้อนเอาไว้ปรากฎการณ์นี้ทำให้อุณหภูมิของดาวศุกร์สูงถึง 870 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ 465 องศาเซลเซียส ร้อนมากพอที่จะละลายตะกั่วได้

  • ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวง อันดับ 9 อุณหภูมิแตกต่างกันสุดสุด
     ดาวพุธ ด้วยระยะทางที่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทุกดวง อุณหภูมิของดาวพุธในเวลากลางวันอาจจะสูงถึง 840 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ 450 องศาเซลเซียสแต่ว่าดาวพุธมีบรรยากาศไม่มากพอที่จะดักจับความร้อนไว้ เหมือนดาวศุกร์ดังนั้นอุณหภูมิในเวลากลางคืนจึงดึ่งลงไปถึง -275 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ -170 องศาเซลเซียสไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดที่อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า 1,100 องศาฟาเรนไฮท์

  •   ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวง อันดับ 8 กาะแสลมเร็วสุด
ดาวเนปจูน ดาวเนปจูนมีกระแสลมที่ความเร็วมากว่า 1,500 ไมล์ต่อชั่วโมงปรากฎการ์นี้ยังคงเป็นปริศนาว่าดาวเนปจูนได้รับพลังงานที่ทำ ให้เกิดกระแสลมที่เร็วที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทุกดวงได้อย่างไร ทั้งๆที่มันอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากและบางครั้งไกลกว่าดาวเคราะห์แคระพลูโตด้วยซ้ำไปและยังมีความร้อนภายในค่อนข้างน้อยอีกด้วย

  •  ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวง อันดับ 7 ดาวเคราะป์เอียงข้าง
มันไม่เหมือนดาวเคราะห์ไดๆเลย ดาวยูเรนัส หมุนรอบตัวเองในลักษณะตะแคงข้าง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแกนของมันเอียง นักดาราศาสตร์เชื่อว่าลักษณะที่ผิดปกตินี้เกิดขึ้นจากการถูกชนโดยดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกหลังจากดาวยูเรนัสก่อกำเนิดได้ไม่นานนัก

  • ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวง อันดับ 6 ภูมิประเทศสูงลิบลิ่วและลึกที่สุด
     ดาวอังคาร ดาวเคราะห์ดวงนี้มีภูเขาสูงที่สุดและหุบเหว (valley) ที่ลึกและยาวที่สุดในระบบสุริยะภูเขาไฟโอลิมปัส (Olympus Mons) มีความสูงประมาณ 17 ไมล์ หรือ 27 กิโลเมตร สูงประมาณ 3 เท่าของภูเขาเอเวอร์เรสต์บนโลกเรา หุบ เหวมาริเนอริส (Valles Marineris) มีความลึกถึง 5-6 ไมล์ หรือ 8-10 กิโลเมตรในบางพื้นที่ และยาว 2,500 ไมล์ หรือ 4,000 กิโลเมตร เกือบเท่าความกว้างของออสเตเลียเลยทีเดียว

  • ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวงอันดับ 5 วงแหวนมหึมา
     ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ที่สวยทีสุดในระบบสุริยะเพราะวงแหวนที่สวยงามของมัน แต่วงแหวนใหม่ที่ค้นพบล่าสุดเมื่อปี 2009 นั้นไกลเกินกว่านักดาราศาสตร์จะจินตนาการได้
 วงแหวนใหม่นี้มืด มัวเกินกว่าที่จะเห็นจากโลก มันมีขนาดใหญ่กว่าดาวเสาร์ถึง 200 เท่า กว้างขนาดบรรจุดาวเคราะห์โลกได้นับล้านดวงเลยทีเดียว

  • ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวง อันดับ 4 พายุฝุ่นขนาดใหญ่ที่สุด
 
     ดาวอังคาร เป็นพายุฝุ่นขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะครอบคลุมพื้นที่ดาวอังคารได้ทั้งดวงและกินเวลานานหลายเดือน ทฤษฎี หนึ่งอธิบายสาเหตุว่าเป็นเพราะอนุภาคฝุ่นในอากาศดูดกลืนแสงอาทิตย์บรรยากาศ บริเวณใกล้เคียงจึงร้อนขึ้น จากนั้นอากาศที่ร้อนได้ไหลไปยังบริเวณที่เย็นกว่าทำให้เกิดกระแสลมพัดพาฝุ่น บนพื้นผิวขึ้นสู่อากาศทำให้อากาศร้อนขึ้นไปอีก
 ปรากฎการณ์นี้ยิ่งทำให้เกิดแระแสลมมากขึ้นและพัดฝุ่นขึ้นสู่อากาศมากขึ้นด้วย

  • ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวงอันดับ 3 ดาวเสาร์รูปทรงเหลี่ยม
ยานแคสสินีค้นพบปรากฎการณ์บน ดาวเสาร์ ที่น่าตื่นตะลึง นั่นคือรูปทรงหกเหลี่ยมของดาวเสาร์ (Hexagon Shape) กว้างขนาดเท่ากับโลกสองดวงนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันน่าจะเกิดจากเส้นทางของกระแสลมกรด (Jet Stream)

  • ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวงอันดับ 2 จุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี
ลักษณะภูมิประเทศที่เด่นที่สุดบน ดาวพฤหัสบดี คือ จุดแดงใหญ่ (The Great Red Spot) รูปไข่สีแดง มันคือพายุขนาดใหญ่ที่เห็นมานานกว่า 300 ปีแล้ว พายุนี้มีขนาดใหญ่ประมาณสามเท่าของโลก

  •  ลักษณะเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 8 ดวง อันดับ 1 อากาศบนโลก
โลก มีมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยน้ำ ดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกมากที่สุดคือดาวอังคารครั้งหนึ่งก็เคยมีมหาสมุทรหรือ ทะเล แต่สิ่งที่ดาวอังคารและดาวเคราะห์ดวงอื่นไม่มีอย่างโลกนั่นคือ ก๊าซออกซิเจนจำนวนมากในชั้นบรรยากาศ

นี่คือลักษณะที่เด่นที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทุกดวง

Mercury (ดาวพุธ)


ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด และเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 87.969 วัน ดาวพุธมักปรากฏใกล้ หรืออยู่ภายใต้แสงจ้าของดวงอาทิตย์ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก ดาวพุธไม่มีดาวบริวาร ยานอวกาศเพียงลำเดียวที่เคยสำรวจดาวพุธในระยะใกล้คือยานมาริเนอร์ 10เมื่อปี พ.ศ. 2517-2518 (ค.ศ. 1974-1975) และสามารถทำแผนที่พื้นผิวดาวพุธได้เพียง 40-45% เท่านั้น
ดาวพุธมีสภาพพื้นผิวขรุขระเนื่องจากการพุ่งชนของอุกกาบาต ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวารและไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะสร้างชั้นบรรยากาศ ดาวพุธมีแกนกลางเป็นเหล็กขนาดใหญ่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของสนามแม่เหล็กโลกล้อมรอบดาวพุธไว้
ชื่อละตินของดาวพุธ (Mercury) มาจากคำเต็มว่า Mercurius เทพนำสารของพระเจ้า สัญลักษณ์แทนดาวพุธ คือ  เป็นรูปคทาของเทพเจ้าเมอคิวรี ก่อนศตวรรษที่ 5 ดาวพุธมีสองชื่อ คือ เฮอร์เมส เมื่อปรากฏในเวลาหัวค่ำ และอพอลโล เมื่อปรากฏในเวลาเช้ามืด เชื่อว่าพีทาโกรัสเป็นคนแรกที่ระบุว่าทั้งสองเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน

อ้างอิง

Venus(ดาวศุกร์)


ดาวศุกร์ (อังกฤษ: Venus) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 2 (ฉบับแก้ไข ลำดับที่ 4 และ ดาวศุกร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางเป็น 3 เท่าของดวงจันทร์ และ มีขนาดใหญ่กว่าดาวพุธและดาวอังคาร 2 เท่าตัว ตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และ ทฤษฎีของเคปเลอร์) ชื่อละตินของดาวศุกร์ (Venus) มาจากเทพีแห่งความรักของโรมัน ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์หิน มีขนาดใกล้เคียงกับโลก บางครั้งเรียกว่า "น้องสาว" ของโลก แม้ว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ทุกดวงจะเป็นวงรี วงโคจรของดาวศุกร์จัดว่าเกือบเป็นวงกลม มีความเยื้องศูนย์กลาง (ความรี) น้อยที่สุด
สำหรับวัตถุในธรรมชาติ ดาวศุกร์เป็นวัตถุท้องฟ้าที่สว่างที่สุดเป็นลำดับที่ 3 รองจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เนื่องจากดาวศุกร์มีวงโคจรใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก จึงมีมุมห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เกิน 47.8° มองเห็นได้เฉพาะในเวลาเช้ามืดหรือหัวค่ำเท่านั้น ขณะปรากฏในท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศตะวันตก เรียกว่า "ดาวประจำเมือง" และเมื่อปรากฏในท้องฟ้าเวลาเช้ามืดทางทิศตะวันออก เรียกว่า "ดาวประกายพรึก" หรือ "ดาวรุ่ง"
ชาวบาบิโลนโบราณรู้จักดาวศุกร์มาตั้งแต่ราว 1,600 ปีก่อนคริสตกาล แต่เชื่อว่าด้วยความสว่างสุกใสของดาวศุกร์ น่าจะเป็นที่รู้จักมาก่อนหน้านั้นนานแล้วนับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์แทนดาวศุกร์ คือ ♀
อ้างอิง

Earth(โลก)

โลก (บาลี: loka; อังกฤษ: world) มีความหมายโดยปริยายหมายถึงหมู่มนุษย์ รวมทั้งอารยธรรมมนุษย์โดยรวมทั้งหมด โดยเฉพาะในด้านประสบการณ์ ประวัติศาสตร์ หรือสภาพของมนุษย์โดยทั่ว ๆ ไป ทั้งนี้ คำว่า ทั่วโลก หมายถึงที่ใด ๆ บนดาวเคราะห์โลก
ในทางปรัชญามองโลกอยู่ 2 แบบ คือ โลกที่เป็นเอกภพทางกายภาพทั้งหมด และโลกในแบบภววิทยา ในทางเทววิทยา โลก หมายถึง โลกที่เป็นวัตถุหรือภพภูมิที่เป็นโลกียะ ซึ่งต่างจากสภาพจิตวิญญาณ อุตรภาพ หรือศักดิ์สิทธิ์ คำว่า "โลกาวินาศ" หมายถึง สภาพการณ์ที่เชื่อว่าเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แนวคิดนี้มักพบในศาสนาต่าง ๆ
ประวัติศาสตร์โลก หมายถึง พัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์หลัก ๆ ในช่วง 5 สหัสวรรษตั้งแต่อารยธรรมแรกมาจนปัจจุบัน
ประชากรโลก หมายถึง จำนวนรวมประชากรมนุษย์ทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ และเช่นเดียวกันคำว่าเศรษฐกิจโลกก็หมายถึง สภาพเศรษฐกิจของสังคมทั้งหมดทุกประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของโลกาภิวัตน์
คำว่าโลกใน ศาสนาโลก ภาษาโลก และสงครามโลก เน้นถึงขอบข่ายระหว่างประเทศหรือระหว่างทวีป โดยไม่ได้หมายความว่าเกี่ยวกับโลกโดยรวมทั้งหมด
ส่วนคำว่าโลกในแผนที่โลก ภูมิอากาศโลก มิได้หมายถึงโลกในเชิงวัฒนธรรมหรืออารยธรรมมนุษย์ แต่หมายถึงดาวเคราะห์โลก
อ้างอิง

Mars(ดาวอังคาร)

ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 4 ชื่อละตินของดาวอังคาร (Mars) มาจากชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน หรือตรงกับเทพเจ้า Ares ของกรีก เป็นเพราะดาวอังคารปรากฏเป็นสีแดงคล้ายสีโลหิต บางครั้งจึงเรียกว่า "ดาวแดง" หรือ "Red Planet" (ความจริงมีสีค่อนไปทางสีส้มอมชมพูมากกว่า) ชื่อจีน เป็น 火星 ความหมายว่าดาวไฟเพราะสีส้มของมัน สัญลักษณ์แทนดาวอังคาร คือ ♂ เป็นโล่และหอกของเทพเจ้ามาร์ส ดาวอังคารมีดาวบริวารหรือดวงจันทร์ขนาดเล็ก 2 ดวง คือ โฟบอสและไดมอส โดยทั้งสองดวงมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปกลม ซึ่งคาดกันว่าอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่หลงเข้ามาแล้วดาวอังคารคว้าดึงเอาไว้ให้อยู่ในเขตแรงดึงดูดของตน
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หิน (terrestrial planet) มีชั้นบรรยากาศเบาบาง พื้นผิวมีลักษณะคล้ายคลึงทั้งหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ และภูเขาไฟ หุบเขา ทะเลทราย และบริเวณน้ำแข็งขั้วโลก บนโลก ดาวอังคารมีภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะคือ ภูเขาไฟโอลิมปัส (Olympus Mons) และหุบเขาลึกที่มีชื่อว่า มาริเนริส (Marineris) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008 มีบทความ 3 บทความตีพิมพ์ลงในนิตยสาร "Nature" เกี่ยวกับหลักฐานของหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่มหึมา โดยมีความกว้าง 8,500 กิโลเมตร ยาว 10,600 กิโลเมตร นอกจากนั้นสิ่งที่ดาวอังคารมีและคล้ายคลึงกับโลกก็คือคาบการหมุนรอบตัวเองและฤดูกาล
ดาวอังคารสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีค่าความส่องสว่างปรากฏอยู่ที่ระหว่าง -2.0 – 2.0 มีเพียงแค่ดาวศุกร์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ที่สว่างกว่า (ดาวพฤหัสในบางครั้ง)
อ้างอิง

Jupiter(ดาวพฤหัสบดี)

ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 5 และเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ นอกจากดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์แก๊สดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะได้แก่ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ชื่อละตินของดาวพฤหัสบดี (Jupiter) มาจากเทพเจ้าโรมัน สัญลักษณ์แทนดาวพฤหัสบดี คือ  เป็นสายฟ้าของเทพเจ้าซุส
ดาวพฤหัสบดีมีมวลสูงกว่ามวลของดาวเคราะห์อื่นรวมกันราว 2.5 เท่า ทำให้ศูนย์ระบบมวลระหว่างดาวพฤหัสบดีกับดวงอาทิตย์ อยู่เหนือผิวดวงอาทิตย์ (1.068 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ เมื่อวัดจากศูนย์กลางดวงอาทิตย์) ดาวพฤหัสบดีหนักว่าโลก 318 เท่า เส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าโลก 11 เท่า และมีปริมาตรคิดเป็น 1,300 เท่าของโลก เชื่อกันว่าหากดาวพฤหัสบดีมีมวลมากกว่านี้สัก 60-70 เท่า อาจเพียงพอที่จะให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์จนกลายเป็นดาวฤกษ์ได้
ดาวพฤหัสบดีหมุนรอบตัวเองด้วยอัตราเร็วสูงที่สุด เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะ ทำให้มีรูปร่างแป้นเมื่อดูผ่านกล้องโทรทรรศน์ นอกจากชั้นเมฆที่ห่อหุ้มดาวพฤหัสบดี ร่องรอยที่เด่นชัดที่สุดบนดาวพฤหัสบดี คือ จุดแดงใหญ่ ซึ่งเป็นพายุหมุนที่มีขนาดใหญ่กว่าโลก
โดยทั่วไป ดาวพฤหัสบดีเป็นวัตถุที่สว่างที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในท้องฟ้า (รองจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวศุกร์ อย่างไรก็ตาม บางครั้งดาวอังคารก็ปรากฏสว่างกว่าดาวพฤหัสบดี) จึงเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ การค้นพบดาวบริวารขนาดใหญ่ 4 ดวง ได้แก่ ไอโอ,ยูโรปา, แกนีมีด และคัลลิสโต โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี เมื่อ ค.ศ. 1610 เป็นการค้นพบวัตถุที่ไม่ได้โคจรรอบโลกเป็นครั้งแรก นับเป็นจุดที่สนับสนุนทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางที่เสนอโดยโคเปอร์นิคัส การออกมาสนับสนุนทฤษฎีนี้ทำให้กาลิเลโอต้องเผชิญกับการไต่สวน
อ้างอิง

Saturn(ดาวเสาร์)

ดาวเสาร์ (อังกฤษ: Saturn) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 6 ที่ระยะทาง 1,433 ล้านกิโลเมตร จัดเป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในระบบสุริยะรองจากดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์มีวงแหวนขนาดใหญ่ ที่ประกอบขึ้นจากก้อนหินที่มีน้ำแข็งปะปน สัญลักษณ์แทนดาวเสาร์ คือ ♄
ดาวเสาร์มีรูปร่างป่องออกตามแนวเส้นศูนย์สูตร ที่เรียกว่าทรงกลมแป้น (oblate spheroid) เส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวขั้วสั้นกว่าตามแนวเส้นศูนย์สูตรเกือบ 10% เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ก็มีลักษณะเป็นทรงกลมแป้นเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่มีความหนาแน่นเฉลี่ยน้อยกว่าน้ำ (0.70 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างไรก็ตาม บรรยากาศชั้นบนของดาวเสาร์มีความหนาแน่นน้อยกว่านี้ ขณะที่ที่แกนมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบไปด้วย เศษหินและน้ำแข็งขนาดเล็ก เรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อยๆมากมาย ความจริงแล้ววงแหวนดาวเสาร์นั้นบางมาก โดยมีความหนาเฉลี่ยเพียง 500 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เศษวัตถุในวงแหวนมีความสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้างกว่า 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตได้จากโลก
อ้างอิง

Uranus(ดาวยูเรนัส)

ดาวยูเรนัส (หรือ มฤตยู) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 7 ในระบบสุริยะ จัดเป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3. ตั้งชื่อตามเทพเจ้า Ouranos ของกรีก สัญลักษณ์แทนดาวยูเรนัส (ส่วนใหญ่ใช้ในดาราศาสตร์) ชื่อไทยของยูเรนัส คือดาวมฤตยู
ผู้ค้นพบดาวยูเรนัส คือ เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชล(Sir William Herschel) พบในปี พ.ศ. 2324 (ค.ศ. 1781)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวไคเปอร์แอร์บอร์น (James L. Elliot, Edward W. Dunham, and Douglas J. Mink using the Kuiper Airborne Observatory) ค้นพบว่า ดาวยูเรนัสมี วงแหวนจางๆโดยรอบ
และเราก็ได้เห็นรายละเอียด ของดาวยูเรนัสพร้อมทั้งวงแหวน และดวงจันทร์บริวารในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) เมื่อยานวอยเอเจอร์ 2(Voyager 2) เคลื่อนผ่าน
 
อ้างอิง

Neptune(เนปจูน)

ดาวเนปจูน (อังกฤษ: Neptune) หรือชื่อไทยว่า ดาวสมุทร หรือ ดาวเกตุ คือ ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำดับสุดท้ายที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ (ขึ้นอยู่กับ การโคจรของดาวพลูโต ซึ่งบางครั้งจะเข้ามาอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า แต่ปัจจุบันดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระแล้ว) ตัวดาวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจากดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และมีมวลเป็นลำดับที่ 3 รองจากดาวพฤหัสและดาวเสาร์ คำว่า "เนปจูน" นั้นตั้งชื่อตามเทพเจ้าแห่งท้องทะเลของโรมัน (กรีก : โปเซดอน) มีสัญลักษณ์เป็น (♆)
ดาวเนปจูนมีสีน้ำเงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวนอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และ มีเทน บรรยากาศของดาวเนปจูน มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220℃ (-364 °F) ซึ่งหนาวเย็นมาก เนื่องจาก ดาวเนปจูนอยู่ไกลดวงอาทิตย์มาก แต่แกนกลางภายในของดาวเนปจูน ประกอบด้วยหินและก๊าซร้อน อุณหภูมิประมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์เสียอีก
ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นยานอวกาศจากโลกเพียงลำเดียวเท่านั้น ที่เคยเดินทางไปถึงดาวเนปจูนเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ภาพของดาวเนปจูนซึ่งได้ถ่ายลักษณะของดาวมาแสดงให้เราเห็นจุดดำใหญ่ (คล้ายจุดแดงใหญ่ ของดาวพฤหัส) อยู่ค่อนมาทางซีกใต้ของดาว มีวงแหวนบางๆสีเข้มอยู่โดยรอบ (วงแหวนของดาวเนปจูน ค้นพบก่อนหน้านั้น โดย เอ็ดเวิร์ด กิแนน (Edward Guinan)
ดาวเนปจูนมีดวงจันทร์บริวาร 8 หรือ 14 ดวง และดวงใหญ่มากที่สุดมีชื่อว่า ไทรทัน ส่วนดวงเล็กมากที่สุดมีชื่อว่า S/2004 N 1
 
อ้างอิง

Pluto(พลูโต)

ดาวพลูโต (โมโนแกรม:สัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์ของดาวพลูโต ) เป็นดาวเคราะห์แคระในระบบสุริยะ อยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป ในบริเวณแถบไคเปอร์ มีขนาดเล็กกว่า ดาวบริวาร 7 ดวงในระบบสุริยะ (ดวงจันทร์ของโลก ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด คัลลิสโต ไททัน และไทรทัน) ดาวพลูโตมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2,390 กิโลเมตร มีดาวบริวาร 5 ดวง ได้แก่ แครอน (มีขนาดประมาณ 1/5 ของพลูโต) นิกซ์ ไฮดรา (สองดวงนี้ ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2548) เคอร์เบอรอส (S/2011 P 1, ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2554) และ สติกซ์ (S/2012 P 1, ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2555)
พลูโตเป็นเทพเจ้าแห่งเมืองบาดาลในเทพนิยายโรมัน หรือที่ในเทพนิยายกรีกเรียก ว่าเฮดีส สันนิษฐานว่าสาเหตุหนึ่งที่ตั้งชื่อดาวดวงนี้ว่า พลูโต ก็เพื่อให้มีตัวอักษร "P-L" ในชื่อ เพื่อเป็นเกียรติแก่เปอร์ซิวัล โลเวลล์ ในภาษาไทยอาจเรียกพลูโตว่า ดาวยม หมายถึง ยมโลก หรือ นรก ซึ่งก็มีความหมายพ้องกับชื่อพลูโตหรือเฮดีสในเทวตำนานตะวันตก
 
อ้างอิง