แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 8 สิ่งมหัศจรรย์ของระบบสุริยะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 8 สิ่งมหัศจรรย์ของระบบสุริยะ แสดงบทความทั้งหมด

(The Rings of Saturn)วงแหวนของดาวเสาร์


ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีระบบวงแหวนดาวเคราะห์ขนาดใหญ่มากกว่าดาวเคราะห์อื่นในระบบสุริยะ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมากนับไม่ถ้วน ที่มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่ไมโครเมตรไปจนถึงหลายเมตร กระจุกตัวรวมกันอยู่และโคจรไปรอบๆ ดาวเสาร์ อนุภาคในวงแหวนส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง มีบางส่วนที่เป็นฝุ่นและสสารอื่น
วงแหวนของดาวเสาร์ช่วยสะท้อนแสง ทำให้มองเห็นความสว่างของดาวเสาร์เพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่สามารถมองเห็นวงแหวนเหล่านี้ได้ด้วยตาเปล่า ในปี ค.ศ. 1610 ซึ่งกาลิเลโอเริ่มใช้กล้องโทรทรรศน์ในการสำรวจท้องฟ้า เขาเป็นกลุ่มคนยุคแรกๆ ที่พบและเฝ้าสังเกตวงแหวนของดาวเสาร์ แม้จะมองไม่เห็นลักษณะอันแท้จริงของมันได้อย่างชัดเจน ปี ค.ศ. 1655 คริสตียาน เฮยเคินส์ เป็นผู้แรกที่สามารถอธิบายลักษณะของวงแหวนว่าเป็นแผนจานวนรอบๆ ดาวเสาร์[1]
มีแถบช่องว่างระหว่างวงแหวนอยู่หลายช่อง ในจำนวนนี้มีอยู่ 2 แถบที่มีดวงจันทร์แทรกอยู่ ช่องอื่นๆ อีกหลายช่องอยู่ในตำแหน่งการสั่นพ้องของวงโคจรกับดวงจันทร์ของดาวเสาร์ และยังมีอีกหลายช่องที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้
อ้างอิง

(Jupiter's Red Spot)จุดแดงยักษ์บนดาวพฤหัส

   จุดแดงใหญ่ คือพายุหมุนขนาดใหญ่บนดาวพฤหัสบดี ซึ่งปรากฏบริเวณซีกใต้ของดาว เป็นจุดสังเกตอันเด่นชัดของดาวเคราะห์นี้ ซึ่งถูกเฝ้าสังเกตมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว พายุนี้หมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา รอบการหมุนประมาณ 6 วันของโลก หรือ 14 วันของดาวพฤหัสบดี มีขนาดวัดจากตะวันตก-ตะวันออก 24-40,000 กิโลเมตร และวัดจากใต้-เหนือ 12-14,000 กิโลเมตร ขนาดของพายุนี้ใหญ่มากจนสามารถบรรจุดาวเคราะห์ที่ใหญ่ขนาดโลกได้ถึง 2-3 ดวง สีของพายุที่เกิดบนดาวพฤหัสบดีนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความสูงของพายุที่เกิดขึ้นบนดวงดาว ถ้าระดับต่ำจะเห็นเป็นสีน้ำเงิน สูงขึ้นมาจะเป็นสีส้มเข้ม สีขาวและสูงที่สุดจะเป็นสีแดง
  อ้างอิง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88


(Valles Marineris, Mars)หุบเขามารินาริส บนดาวอังคาร

     ไม่ว่านักเดินทางหรือนักปีนเขาจะเก่งกล้าเพียงใดก็คงต้องออกอาการยอมแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกไปถึงหุบเขามารินเนอร์บนดาวอังคาร ในรูปนี้แสดงถึงนักสำรวจยืนอยู่บนหุบเขา จะเห็นมีหมอกของน้ำแข็งสีขาวอยู่จางๆ อยู่เบื่องล่าง แสงสีส้มที่ขอบฟ้าด้านหลังของหุบเขาแสดงถึงดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นมาจากหุบเขาฝั่งนั้น หุบเขาแห่งนี้มีความลึกและความกว้างเป็นที่สุดของระบบสุริยะ หากคุณยืนอยู่บนหุบเขาแล้วมองลงไปคุณต้องรู้สึกใจหายในคว่ำทันที เพราะพื้นเบื่องล่างของหุบเขาอยู่ลึกจากเท้าลงไปประมาณ 6.44 กิโลเมตร และเมื่อคุณมองไปข้างหน้า คุณอาจต้องเครียด เพราะอีกฝั่งของหุบเขาอยู่ไกลออกไปถึง 1 ใน 4 ของระยะทางรอบโลก ถึงขนาดที่ หากมีนักเดินทางอีกคนยืนอยู่อีกฝากหนึ่งของมารินเนอร์ นักเดินทางคนนั้นจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนคุณถึง 6 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่ากาลครั้งหนึ่งในอดีต คงจะเคยมีน้ำอยู่ระหว่างหุบเขานี้ หรือ อาจเป็นมหาสมุทรบนดาวอังคารเลยก็ว่าได้
   อ้างอิง
http://www.vcharkarn.com/varticle/44013

(The Geysers of Enceladus)น้ำพุเกร็ดน้ำแข็งบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส

      เอนเซลาดัสคือหนึ่งในดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ ผิวของเอนเซลาดัสถือเป็นทุ่งน้ำแข็งที่อันตรายที่สุด หากคุณได้ลงไปเดินบนทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้ สิ่งเดียวที่เป็นลางบอกภัยคือแรงสันสะเทือนที่ถ่ายทอดจากพื้นสู่ตัวคุณ ทันใดนั้นพื้นน้ำแข็งก็ปริแตกแล้วพ่นเกร็ดน้ำแข็งจำนวนมากขึ้นสู่อวกาศด้วยความเร็วสูงถึง 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากเอนเซลาดัสมีขนาดเล็ก มีแรงโน้มถ่วงที่ผิวไม่เกิน 1 ใน 100 ของแรงดึงดูดโลก ดวงจันทร์นี้จึงไม่มีบรรยากาศ ทำให้ไม่มีเสียง อันตรายจากน้ำพุเกร็ดน้ำแข็งนี้จึงเป็นภัยเงียบอย่างแท้จริง คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะท่องทุ่งน้ำแข็งคือ ให้ผูกตัวคุณเองไว้กับเครื่องช่วยกระโดด (jetpack) และเดินอย่างระมัดระวัง หากเห็นท่าไม่ดีให้รีบเปิดเครื่องช่วยกระโดดแล้วกระโดดหนีทันที รูปที่เห็นคือน้ำพุเกร็ดน้ำแข็งที่สะท้อนกับแสงจากดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าน้ำพุเกร็ดน้ำแข็งคือหลักฐานบ่งชี้ว่ามีน้ำเหลวอยู่ใต้ดวงจันทร์เอนเซลาดัส เมื่อน้ำได้รับความร้อนใต้พิภพจะทำให้น้ำกลายเป็นไอแล้วพุ่งสู่เบื่องบนด้วยความเร็วสูง เมื่อไอน้ำเหล่านั้นได้รับความเย็นที่ผิวของเอนเซลาดัส จึงแข็งตัวกลายเป็นเกร็ดน้ำแข็ง จึงเกิดเป็นน้ำพุเกร็ดน้ำแข็งดังที่แสดงในรูป
   อ้างอิง
http://www.vcharkarn.com/varticle/44013

(The Geysers of Triton)น้ำพุเย็นจัดบนดวงจันทร์ไทรทัน

    ไทรทันคือดวงจันทร์บริวารดวงที่ใหญ่ที่สุดของดาวเนปจูน (ดาวดวงสีน้ำเงินด้านหลัง ในรูป) พื้นผิวถูกปกคลุมไปด้วยมีเทนและไนโตรเจน อีกทั้งมีอุณหภูมิต่ำถึง -200 องศาเซลเซียส บนดวงจันทร์ดวงนี้มีน้ำพุที่ทรงพลังและอันตรายอยู่เช่นเดียวกับเอนเซลาดัส เพียงแต่น้ำพุของดวงจันทร์ดวงนี้ไม่ใช่เกิดจากการพวยพุ่งของน้ำ แต่เป็นการพวยพุ่งของสารประกอบไนโตรเจนรวมทั้งมีเทนที่เย็นจัด การพุจะมีลักษณะเหมือนควันพุ่งออกจากผิวของดวงจันทร์ มีความสูงมากกว่า 8 กิโลเมตร ยอดของน้ำพุจะถูกลมบนพัดกระจายเป็นทางยาว เนื่องจากความสูงและการกระจายตัวของน้ำพุ ทำให้เราสามารถเห็นน้ำพุนี้ได้แม้จะอยู่ในอวกาศ
  อ้างอิง
http://www.vcharkarn.com/varticle/44013

(Peaks of Eternal Light)ยอดเขาแห่งแสงนิรันดร์

   สิ่งมหัศจรรย์นี้อยู่ไม่ไกลจากโลกมากนัก มันอยู่บนดวงจันทร์ของเราเอง ที่แนวเขาทางตอนเหนือของดวงจันทร์ มีบริเวณอยู่บริเวณหนึ่งที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องตลอดเวลาและตลอดกาล หรือพูดอีกอย่างคือ ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกหากมองจากบริเวณนี้ ยอดเขาแห่งแสงนิรันดร์ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2537 และเป็นเพียงที่แห่งเดียวในระบบสุริยะที่มีแสงส่องตลอดกาล สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ดวงจันทร์จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยหนาวเย็น แต่ที่ยอดเขาแห่งแสงนิรันดร์กลับมีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ 20 องศาเซลเซียส จึงเป็นบริเวณที่เหมาะมากสำหรับตั้งรกรากบนดวงจันทร์ ข้อดีอีกอย่างคือจะมีพลังงานแสงอาทิตย์ให้เก็บเกี่ยวผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าตลอดเวลา ไม่แน่ว่าที่แห่งนี้ยังอาจจะมีน้ำเหลวเป็นของแถมอีกด้วย 
  อ้างอิง 
http://www.vcharkarn.com/varticle/44013

(Herschel Crater on Mimas)หลุมอุกกาบาตเฮอร์เชลบนดวงจันทร์ไมมาส

      หากใครเคยดู Starwars ครบทั้ง 6 ภาพ คงต้องรู้จักอาวุธทรงอานุภาพอย่าง Death Star แน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่ารูปร่างของ Death Star ถูกออกแบบจากสิ่งมหัศจรรย์นี้ นี่คือภาพของหลุมอุกกาบาตเฮอร์เชล (Herschel) บนดวงจันทร์ไมมาสบริวารอีกดวงหนึ่งของดาวเสาร์ ใจกลางของหลุมอุกกาบาตเฮเตอร์มีภูเขาอยู่สูงจากบริเวณรอบราว 6 กิโลเมตร และถูกล้อมไปด้วยปากหลุม ซึ่งเป็นกำแพงของภูเขาสูง 5 กิโลเมตร หลุมอุกกาบาตนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากถึง 139 กิโลเมตร จัดเป็นหลุมอุกกาบาติที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในระบบสุริยะ หลุมนี้จะมองเห็นได้ชัดเจนจากอวกาศจนเหมือนกับดวงจันทร์นี้มีตาขนาดใหญ่ 1 ดวง ซึ่งก็คือต้นแบบของปากกระบอกปืน Super Laser ของ Death Star นั้นเอง นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าหลุมอุกกาบาตนี้น่าจะเกิดจากไมมาสถูกชนครั้งใหญ่ด้วยอุกกาบาตขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของไมมาส ซึ่งก็ทำให้แม้แต่นักวิทยาศาสตร์เองก็แปลกใจว่าดวงจันทร์ไมมาสรอดจากการแตกสลายอันเนื่องจากการชนครั้งใหญ่นี้ได้อย่างไร
   อ้างอิง
http://www.vcharkarn.com/varticle/44013

(Sunrise on Mercury)พระอาทิตย์ขึ้นบนดาวพุธ

    1 วันบนโลกของเราจะมีดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเพียงอย่างละครั้งเดียว แต่สำหรับดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์บนดาวพุธมีความน่าตื่นตาตื่นใจและน่าจดจำยิ่งกว่า เทียบกับโลกแล้วดวงอาทิตย์ขึ้นและตกวันละสองครั้งครึ่ง กล่าวคือ 1 วันบนดาวพุธ ตอนรุ่งอรุณดวงอาทิตย์จะขึ้นที่ขอบฟ้า แล้วเคลื่อนข้ามท้องฟ้าเหมือนปกติ ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตกไปยังขอบฟ้าอีกด้านหนึ่ง ทันใดนั้นดวงอาทิตย์ก็หยุด แล้วเคลื่อนที้ย้อนกลับไปสู่ขอบฟ้าด้านที่มันขึ้นในตอนเช้า หลังจากนั้นดวงอาทิตย์ก็หยุดอีกครั้งแล้วเคลื่อนย้อนกลับที่ไปสู่ขอบฟ้าด้านตรงข้าม (ตรงข้ามกับด้านที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า) อีกครั้ง แล้วจึงตก ทำให้ใน 1 วัน ดาวพุธมีดวงอาทิตย์ขึ้นสองครั้งและตกสองครั้ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเวลาในการหมุนรอบตัวเองและเวลาในการหมุนรอบดวงอาทิตย์มีความใกล้เคียงกัน (3 วันบนดาวพุธ นานเท่ากับ 2 ปีของดาวพุธเอง) และความรีของวงโคจรดาวพุธก็มีผลทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้เช่นกัน
   อ้างอิง
http://www.vcharkarn.com/varticle/44013